รู้ว่าเงินเฟ้อกัดกินเงิน แต่ทำไมคนไทยยังนิยมเก็บเงินสด?
Bnomics ธนาคารกรุงเทพ วิเคราะห์พฤติกรรมการเงินคนไทย พบ 91.5% มีเงินออม แต่กว่า 81.5% ยังเลือกเก็บเงินสด ขณะที่มีเพียง 2.2% ที่นำเงินไปลงทุน สะท้อนช่องว่างระหว่างความรู้ทางการเงินกับการลงมือทำจริง
คนไทยจำนวนไม่น้อยรู้ว่าเงินเฟ้อทำให้เงินมีมูลค่าลดลง รู้ว่าการลงทุนช่วยสร้างผลตอบแทน และควรกระจายความเสี่ยง แต่เมื่อถึงเวลาจัดการเงินออม กลับพบว่าคนส่วนใหญ่ยังเลือกเก็บเงินสดมากกว่านำเงินไปลงทุน
ข้อมูลจากผลสำรวจทักษะทางการเงิน ระดับการออม และการใช้บริการทางการเงินของคนไทย ปี 2567 โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ร่วมกับสำนักงานสถิติแห่งชาติ ซึ่ง Bnomics ธนาคารกรุงเทพ นำมาวิเคราะห์ พบว่า คนไทยมีคะแนนความรู้ทางการเงิน (Financial Literacy) อยู่ที่ 72.6%
เพิ่มขึ้นจาก 71.4% ในปี 2565 และสูงกว่าค่าเฉลี่ย OECD ที่ 60.4% โดยเฉพาะด้านความรู้ทางการเงินที่ได้คะแนน 70.3%
อย่างไรก็ตาม เมื่อดูพฤติกรรมการเงินจริง กลับพบว่ายังมีช่องว่างระหว่างสิ่งที่คนไทยรู้กับสิ่งที่ลงมือทำ
9 ใน 10 คนมีเงินออม แต่ส่วนใหญ่ยังเก็บเป็นเงินสด
ผลสำรวจพบว่า คนไทย 91.5% มีการออม เพิ่มขึ้นจาก 87.5% ในปี 2565 ถือเป็นสัญญาณที่ดี แต่เมื่อเจาะลึกวิธีการออม กลับพบว่า
- 81.5% เก็บเงินสด
- 49.6% มีบัญชีที่เปิดไว้เพื่อการออม
- 15.8% ให้สมาชิกในครัวเรือนเก็บเงินแทน
- 14.4% ออมผ่านสหกรณ์หรือกลุ่มออมทรัพย์
- มีเพียง 2.2% ที่นำเงินไปลงทุน
ทั้งนี้ ผู้ตอบแบบสำรวจสามารถเลือกวิธีออมได้มากกว่าหนึ่งรูปแบบ
แม้เงินสดและเงินฝากจะเหมาะกับการสำรองไว้ใช้ยามฉุกเฉินหรือเป้าหมายระยะสั้น แต่หากเป็นเงินที่ตั้งใจเก็บไว้ใช้ในอีก 10–20 ปีข้างหน้า การเก็บเงินไว้เฉย ๆ ก็มีความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ เพราะแม้จำนวนเงินจะเท่าเดิม แต่กำลังซื้อกลับลดลง
ตัวอย่างเช่น หากเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ที่ 2% ต่อปี เงิน 100,000 บาทในวันนี้ จะมีอำนาจซื้อเทียบเท่าเงินประมาณ 67,000 บาทในอีก 20 ปีข้างหน้า
สาเหตุที่คนไทยยังนิยมเก็บเงินสดอาจมาจากหลายปัจจัย ทั้งความไม่มั่นใจในการลงทุน กลัวขาดทุน และต้องการมีเงินพร้อมใช้ โดยเฉพาะคนที่มีรายได้ไม่แน่นอนหรือมีภาระหนี้สูง
รู้เรื่องลงทุน ไม่ได้แปลว่ากล้าลงทุน
แม้ความรู้ทางการเงินของคนไทยจะดีขึ้น แต่ผลสำรวจยังพบจุดอ่อนด้านการคำนวณดอกเบี้ยและดอกเบี้ยทบต้น ซึ่งมีคะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย OECD
คนจำนวนมากอาจรู้ว่าการลงทุนช่วยสร้างผลตอบแทน แต่ยังไม่มั่นใจว่าจะเริ่มต้นเมื่อไร เลือกลงทุนอะไร หรือควรรับความเสี่ยงได้มากแค่ไหน เมื่อไม่มั่นใจ การเก็บเงินสดจึงกลายเป็นทางเลือกที่คุ้นเคยและสบายใจที่สุด
ขณะเดียวกัน ความสามารถในการรับความเสี่ยงของแต่ละคนก็แตกต่างกัน คนที่มีรายได้ประจำและเงินสำรองเพียงพอ ย่อมมีโอกาสลงทุนระยะยาวมากกว่าคนที่ต้องกังวลกับค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน ดังนั้น การส่งเสริมให้คนไทยลงทุนจึงต้องคำนึงถึงทั้งความรู้ ความมั่นใจ และข้อจำกัดทางการเงินในชีวิตจริง
มีเงินสำรอง แต่ยังไม่พร้อมรับมือวิกฤต
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ คนไทย 77.6% มีเงินออมเผื่อฉุกเฉิน แต่มีเพียง 23.7% เท่านั้นที่มีเงินสำรองเพียงพอสำหรับใช้ชีวิตอย่างน้อย 6 เดือน
สะท้อนว่า แม้หลายคนจะมีเงินเก็บ แต่หากรายได้หยุดชะงักเป็นเวลานาน เงินสำรองอาจไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต โดยเฉพาะครัวเรือนที่ต้องแบ่งรายได้ไปใช้จ่าย ชำระหนี้ และดูแลสมาชิกในครอบครัว
จึงเป็นที่มาว่า การมีเงินออมไม่ได้หมายความว่าจะมีความมั่นคงทางการเงินเสมอไป
วางแผนเกษียณแล้ว แต่ทำตามแผนได้จริงแค่ไหน?
เมื่อคนไทยมีอายุยืนยาวขึ้น การเตรียมเงินไว้ใช้หลังเกษียณจึงเป็นเรื่องสำคัญ แต่ผลสำรวจกลับพบว่า แม้คนไทย 59.7% จะวางแผนและเริ่มออมเพื่อเกษียณแล้ว แต่มีเพียง 14% ที่สามารถทำตามแผนได้สำเร็จ
ปัญหาสำคัญจึงอยู่ที่การออมให้ได้ตามเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มวัยทำงาน ผู้มีรายได้ไม่แน่นอน และผู้ประกอบอาชีพอิสระ
เรื่องนี้ยิ่งต้องให้ความสำคัญ เพราะประเทศไทยกำลังมีจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ขณะที่ประชากรวัยทำงานลดลง การมีอายุยืนยาวขึ้นจึงหมายถึงการต้องเตรียมเงินให้เพียงพอกับค่าใช้จ่ายหลังเกษียณที่ยาวนานขึ้นด้วย
มีบัญชีธนาคารเกือบทุกคน แต่ไม่ได้แปลว่าออมเพียงพอ
ผลสำรวจยังพบว่า คนไทย 98.1% สามารถเข้าถึงและใช้บริการทางการเงินพื้นฐานในระบบ และ 96.1% มีบัญชีเงินฝาก แต่ในกลุ่มผู้ที่มีบัญชีเงินฝาก มีเพียง 56.1% ที่แยกบัญชีไว้เพื่อการออมโดยเฉพาะ
นอกจากนี้ ยังพบว่าผู้ที่มีบัญชีแยกสำหรับการออมมีแนวโน้มที่จะมีเงินออมเพียงพอทั้งระยะสั้นและระยะยาวมากกว่า แม้ข้อมูลนี้จะยังไม่สามารถสรุปได้ว่าการแยกบัญชีเป็นสาเหตุโดยตรงก็ตาม
สะท้อนให้เห็นว่า การสร้างพฤติกรรมทางการเงินที่ดีอาจเริ่มต้นจากเรื่องง่าย ๆ อย่างการแยกเงินออมออกจากเงินที่ใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
ทางออกของไทย ทำอย่างไรให้รู้แล้วลงมือทำจริง?
Bnomics ธนาคารกรุงเทพ มองว่า การเพิ่มความรู้ทางการเงินยังเป็นสิ่งจำเป็น แต่ต้องมีเครื่องมือที่ช่วยให้คนสามารถนำความรู้ไปปรับใช้ได้จริง โดยมีแนวทางสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่
1. ปลูกฝังความรู้ทางการเงินตั้งแต่วัยเด็ก ผลักดัน Financial Literacy เข้าสู่ระบบการศึกษา โดยเน้นเรื่องการจัดการเงิน การคำนวณดอกเบี้ย การออม และการวางแผนระยะยาว
2. สื่อสารเรื่องการเงินให้ใกล้ตัวมากขึ้น ใช้ Social Media และช่องทางที่คนเข้าถึงในชีวิตประจำวัน โดยหยิบเรื่องที่นำไปใช้ได้จริงมาสื่อสาร เช่น ควรมีเงินสำรองฉุกเฉินเท่าไร ควรแบ่งเงินออมอย่างไร และเงินส่วนไหนเหมาะกับการลงทุน
3. ออกแบบเครื่องมือที่ช่วยให้คนออมเงินได้จริง เช่น ระบบออมเงินอัตโนมัติ บัญชีเงินออมตามเป้าหมาย และเครื่องมือวางแผนเกษียณ เพื่อช่วยสร้างวินัยทางการเงินอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม การส่งเสริมการออมยังต้องคำนึงถึงข้อจำกัดด้านรายได้และภาระหนี้ของแต่ละครัวเรือนด้วย เพราะแม้บางคนจะมีความรู้ทางการเงินดี แต่ก็อาจไม่มีเงินเหลือเพียงพอสำหรับการออม
จากรู้เรื่องเงิน สู่การมีสุขภาพทางการเงินที่ดี
ผลสำรวจครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ความท้าทายของคนไทยไม่ได้อยู่แค่การขาดความรู้ทางการเงิน แต่เป็นการเปลี่ยนความรู้ให้กลายเป็นพฤติกรรมที่ทำได้จริง
รู้ว่าเงินเฟ้อกัดกินกำลังซื้อ แต่ยังเลือกเก็บเงินสด รู้ว่าการลงทุนสำคัญ แต่มีคนส่วนน้อยที่นำเงินไปลงทุน และรู้ว่าต้องเตรียมตัวเกษียณ แต่หลายคนยังทำตามแผนไม่ได้
ดังนั้น เป้าหมายต่อไปของประเทศไทยจึงไม่ควรหยุดอยู่แค่การเพิ่ม Financial Literacy หรือความรู้ทางการเงิน แต่ต้องไปให้ถึง Financial Well-being หรือการมีสุขภาวะทางการเงินที่ดี ทั้งการมีเงินสำรองเพียงพอ การจัดการหนี้ และการเตรียมพร้อมสำหรับอนาคต
เพราะการรู้ว่าเงินเฟ้อกัดกินกำลังซื้อเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่สิ่งสำคัญกว่าคือ เมื่อรู้แล้ว เราจะจัดการเงินของตัวเองอย่างไรให้มีความมั่นคงในระยะยาว
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB